DTN Name

A- A A+

Th EN

WTO

03-10-2557

ความตกลงฯภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO)

 ความเป็นมา

• .. 1960 การเริ่มเจรจาระหว่างประเทศเกี่ยวกับความตกลงด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ครั้งแรกในกลุ่มประเทศองค์กรความร่วมมือทาง

เศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Cooperation and Development: OECD)

• .. 1973 การเสนอร่างคู่มือนโยบาย กระบวนการ และวิธีปฏิบัติในการจัดซื้อโดยรัฐ (Draft Instrument on Government

Purchasing Policies,Procedures and Practices) ต่อมา ในการเจรจาความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีและการค้า (General

Agreement on Tariff and Trade: GATT)ในรอบเคนเนดี้ (Kennedy Round) ได้มีการยกประเด็นเรื่องการใช้มาตรการการจัดซื้อ

จัดจ้างภาครัฐในลักษณะที่เป็นการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศในลักษณะอุปสรรคที่มิใช่ภาษีขึ้น (Non-Tariff Barrier)แต่ผลการ

เจรจาเป็นรูปเป็นร่างในการเจรจาความตกลงแกตต์รอบโตเกียว (Tokyo Round)

• .. 1979 ความตกลงว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง (หรือนิยมเรียกว่า Government Procurement Code)เป็นความตกลงเสริม (Side

Agreement) ภายใต้กรอบการเจรจาความตกลงแกตต์ (GATT) รอบโตเกียว ที่มีการขยายหลักการพื้นฐานของความตกลงแกตต์ โดยเฉพาะการ

เพิ่มหลักประติบัติเยี่ยงคนชาติ(National Treatment) และหลักไม่เลือกปฏิบัติ(Non-Discrimination) ซึ่งเดิมเป็นข้อยกเว้น ไม่ใช้บังคับ

กับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไว้ นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มหลักความโปร่งใส(Transparency)และหลักเกณฑ์เกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ดีขึ้นด้วย

• .. 1987 มีการแก้ไขปรับปรุง บทบัญญัติและขยายขอบเขตการบังคับใช้ความตก ลงว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่า

ความตกลงว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างในรอบโตเกียวไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากขอบเขตการบังคับใช้ยังจำกัดและมีเพียงประเทศที่พัฒนาแล้ว

เท่านั้นที่เข้าเป็นภาคีสมาชิก ตัวอย่างเช่น ความตกลงในรอบโตเกียวไม่ครอบคลุมถึงสัญญาบริการ(Service Contracts Per Se)

หรือจากนโยบายที่กำหนดให้หน่วยงานจัดซื้อของภาครัฐต้องซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการท้องถิ่น(Buy National Policy)ข้อพิจารณาเหล่านี้จึงนำ

ไปสู่การเจรจาอีกครั้งในรอบอุรุกวัย(Uruguay Round) ในที่สุดก็ได้มีประเทศสมาชิกลงนามในความตกลงว่าด้วยการจัดซื้อโดยรัฐ(The Government

Procurement Agreement: GPA)พร้อมกับความตกลงองค์การการค้าโลกที่เมืองมาร์ราเกซ์ในวันที่ 15 เมษายน 2537 โดยบรรจุอยู่ในภาคผนวกที่ 4

และความตกลง GPA มีผลใช้บังคับในวันที่ มกราคม 2539 แต่ความตกลง GPA เป็นความตกลงหลายฝ่าย (Plurilateral Agreement)

ซึ่งผูกพันเฉพาะประเทศสมาชิกที่ผูกพันเท่านั้น ความตกลง GPA มิใช่ความตกลงพหุภาคี(Multilateral Agreement)เหมือนอย่างความตกลงองค์การ

การค้าโลกอื่นๆ ทั่วไป ซึ่งมีผลผูกพันประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลกทั้งหมด ทั้งนี้ ประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ได้

เข้าเป็นภาคีในความตกลง GPA แล้ว โดยประเทศไทยยังไม่เข้าร่วมเป็นภาคีกับความตกลงฯดังกล่าว

 

ประเทศสมาชิกภายใต้ความตกลง GPA

แคนาดา

สาธารณรัฐออสเตรีย

ราชอาณาจักรเบลเยี่ยม

สาธารณรัฐไซปรัส

สาธารณรัฐเช็ก

ราชอาณาจักรเดนมาร์ก

สาธารณรัฐเอสโตเนีย

สาธารณรัฐฟินแลนด์

สาธารณรัฐฝรั่งเศส

สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน

สาธารณรัฐเฮลเลนิก(กรีซ)

สาธารณรัฐฮังการี

ไอร์แลนด์

สาธารณรัฐอิตาลี

สาธารณรัฐลัตเวีย

สาธารณรัฐลิทัวเนีย

ราชรัฐลักเซมเบิร์ก

สาธารณรัฐโปแลนด์

สาธารณรัฐโปรตุเกส

สาธารณรัฐสโลวัก

สาธารณรัฐสโลวีเนีย

ราชอาณาจักรสเปน

ราชอาณาจักรสวีเดน

สหราชอาณาจักร

สาธารณรัฐไอซ์แลนด์

รัฐอิสราเอล

ญี่ปุ่น

สาธาณรัฐเกาหลี

ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์

ราชอาณาจักรนอร์เวย์

สาธารณรัฐสิงคโปร์

สมาพันธรัฐสวิส

สหรัฐอเมริกา

มอลต้า

ฮ่องกง

ลิกเตนสไตน

 

วัตถุประสงค์ของความตกลงฯ (Objectives)

วัตถุประสงค์สำคัญของความตกลง GPA คือ การเพิ่มการเปิดเสรีทางการค้าในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐให้มากขึ้น โดยการขจัดการเลือกปฏิบัติระหว่าง

สินค้าและบริการของต่างชาติกับสินค้าและการบริการภายในประเทศ(Non-Discrimination Basis) ความตกลง GPA จึงกำหนดกรอบว่าด้วย

สิทธิและหน้าที่ของประเทศสมาชิกที่จะต้องปรับเปลี่ยนกฎหมาย ระเบียบกระบวนการ และแนวปฏิบัติภายในที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของตน

ให้เปิดตลาดมากขึ้นและใช้ข้อพิจารณาเชิงพาณิชย์ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยไม่เลือกปฏิบัติระหว่างผู้ประกอบการทั้งภายในและต่างประเทศ รวมทั้ง

กระบวนการต้องมีความโปร่งใสมากขึ้นทั้งในระดับภายในประเทศและระหว่างประเทศด้วย

 


หลักการพื้นฐาน(Basic Principle)

พันธกรณีของความตกลง GPA สามารถแบ่งได้สองส่วนหลักๆ คือ บทบัญญัติสาระบัญญัติ(Substantive) และบทบัญญัติวิธีสบัญญัติ(Procedural)

โดยในพันธกรณีที่เป็นสาระบัญญัตินั้นได้กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องใช้หลักประติบัติเยี่ยงคนชาติ(National Treatment)และหลักไม่เลือกปฏิบัติ

(Non-Discrimination) กับการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐ และสำหรับพันธกรณีวิธีสบัญญัติมีวัตถุประสงค์เพื่อประกันว่า ประการแรกกระบวนการ

ประมูลเป็นกระบวนการที่เปิดและโปร่งใส ซึ่งรวมทั้งยังเปิดโอกาสให้แก่ผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศที่สนใจทุกราย ประการที่สองความโปร่งใสในกระบวนการ

ตัดสินใจหลังการคัดเลือกผู้ชนะ และประการที่สามกระบวนการโต้แย้งที่มีการเยียวยาหากมีการฝ่าฝืนความตกลง GPA

1)หลักประติบัติเยี่ยงคนชาติ (National Treatment)และหลักไม่เลือกปฏิบัติ (Non-Discrimination)

หลักประติบัติเยี่ยงคนชาติและหลักไม่เลือกปฏิบัติในความตกลง GPA นั้นได้วางหลักการที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติต่อสินค้า บริการและคนชาติ

ของประเทศสมาชิกอื่นเสมือนสินค้า บริการและคนชาติของตน และต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติเป็นพิเศษต่อสินค้า บริการ หรือคนชาติใด แต่จะไม่รวมกรณีภาษี

ศุลกากรนำเข้า(Import Duties and Charges)หรือมาตรการที่เกี่ยวกับการค้าบริการ เนื่องจากมีกฎเกณฑ์หรือความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยเรื่องนี้

โดยเฉพาะอยู่แล้ว  ประเทศสมาชิกต้องไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้ประกอบการสินค้าหรือบริการของท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งเนื่องจากความเป็นเจ้าของที่เป็นคนต่างชาติ

หรือเป็นสาขาของบริษัทต่างชาติ (Foreign Affiliation and Ownership)และประเทศสมาชิกต้องไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้ประกอบการโดยอ้างเหตุ

แหล่งประเทศที่ผลิตสินค้าหรือให้บริการ(Country of Production of Goods or Services) หากประเทศนั้นเป็นภาคีสมาชิกของความตกลง GPA

จึงอาจกล่าวได้ว่าหลักแหล่งกำเนิดสินค้า (Rule of Origin)มีบทบาทค่อนข้างมากในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและความตกลง GPA ก็พยายามส่งเสริมให้ใช้

หลักการตามความตกลงว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า (Agreement on Rules of Origin)และความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าบริการ(General

Agreement on Trade in Services)ภายใต้กรอบความตกลงองค์การการค้าโลก

2) หลักความโปร่งใส(Transparency)

หลักความโปร่งใส(Transparency)ถือว่าเป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญในการบริหารราชการของภาครัฐ ซึ่งรวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วย ความโปร่งใสให้

ความสำคัญกับกระบวนการค่อนข้างมาก สำหรับความตกลง GPA นั้

 

สาระสำคัญ

สาระสำคัญของ GPA ฉบับปัจจุบันมีทั้งหมด 24  มาตรา ซึ่งแบ่งตามหัวข้อ ดังนี้

มาตรา 1 – ขอบเขตและความครอบคลุม

มาตรา 2 – การประเมินมูลค่าสัญญา

มาตรา 3 – การประติบัติเยี่ยงคนชาติและการไม่เลือกปฏิบัติ

มาตรา 4 – กฎแหล่งกำเนิดสินค้า/บริการ

มาตรา 5 – การปฏิบัติพิเศษและที่แตกต่างสำหรับประเทศกำลังพัฒนา

มาตรา 6 – คุณลักษณะเฉพาะทางเทคนิค

มาตรา 7 – วิธีการดำเนินการประมูล

มาตรา 8 – คุณสมบัติของผู้จัดจำหน่าย

มาตรา 9 – การเชิญชวนผู้จัดจำหน่ายที่สนใจเข้าร่วมในการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ

มาตรา 10 – การคัดเลือกวิธีการดำเนินการประมูล

มาตรา 11 – ข้อจำกัดด้านเวลาในการประมูลและการส่งมอบ

มาตรา 12 – เอกสารการประมูล

มาตรา 13 – การยื่นซอง การรับรอง การเปิดซองประมูลและการตัดสินผู้ชนะการประมูล

มาตรา 14 – การเจรจาต่อรอง

มาตรา 15 – การประมูลแบบจำกัด

มาตรา 16 – การชดเชย/หักล้างกัน

มาตรา 17 – ความโปร่งใส

มาตรา 18 – ข้อมูลและการพิจารณาทบทวนเกี่ยวกับพันธกรณีของหน่วยงาน

มาตรา 19 – ข้อมูลและการพิจารณาทบทวนพันธกรณีของฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 20 – วิธีดำเนินการคัดค้าน

มาตรา 21 – สถาบัน

มาตรา 22 – การปรึกษาหารือและการระงับข้อพิพาท

มาตรา 23 – ข้อยกเว้นในการตกลงฯ

มาตรา 24 – บทบัญญัติสุดท้าย

จำนวนผู้เข้าชม :

3655