DTN Name

A- A A+

Th EN

  • Head C

ประเด็นคำถามเกี่ยวกับความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (FAQ)

10-06-2559

 

ประเด็นคำถามเกี่ยวกับความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (FAQ)

 

1. ความตกลง TPP มีความสำคัญอย่างไร

 

    1.1 ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ Trans-Pacific Partnership (TPP)เป็นความตกลงเปิดเสรีทางเศรษฐกิจที่มีมาตรฐานสูง ครอบคลุมทั้งในด้านการเปิดตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน   มีสมาชิก 12 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ ชิลี เปรู เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนามครอบคลุมการค้าร้อยละ 40 ของมูลค่าการค้าโลก  โดยมีประชากรรวมกัน 817 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 11.4 ของประชากรโลก มูลค่า GDP รวมถึง 28.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ ความตกลง TPP ถือว่าเป็นความตกลงแห่งศตวรรษที่ 21

    1.2 ที่ผ่านมา ในปี 2558ไทยมีมูลค่าการค้าประเทศสมาชิก TPP รวม 1.63 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ (ร้อยละ 39.3 ของการค้าทั้งหมดของไทย) เป็นมูลค่าการส่งออกจำนวน 8.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (ร้อยละ 41.2 ของการส่งออกทั้งหมดของไทย) ขณะเดียวกัน มีมูลค่าการนำเข้าจำนวน 7.5 หมื่นเหรียญสหรัฐฯ (ร้อยละ 37.3 ของการนำเข้าทั้งหมดของไทย)

 

2. ทำไมประเทศไทยไม่เข้าร่วม  TPP  ตั้งแต่เริ่มแรก

 

    2.1 การเจรจาความตกลง TPP พัฒนาจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement: TPSEP) หรือ ความตกลง P4 (Pacific Four)ประกอบด้วยสมาชิก 4 ประเทศ ได้แก่ ชิลี นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และบรูไน ซึ่งมีเป้าหมายให้เป็นความตกลงที่มีมาตรฐานและระดับการเปิดเสรีสูง โดยสรุปผลการเจรจาในปี 2548

    2.2 ต่อมา ประเทศสมาชิก P4 ได้เชิญให้สหรัฐฯ เข้าร่วมการเจรจา โดยเปิดให้สหรัฐฯ เข้าร่วมสังเกตการณ์ จนกระทั่งการเจรจาเปิดเสรีภาคบริการการเงินและการลงทุน ครั้งที่ 3 ในเดือนกันยายน 2551 สหรัฐฯ ตัดสินใจเข้าร่วมจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีที่มีเนื้อหาการเจรจาที่ครอบคลุมการเปิดเสรีในทุกสาขากับสมาชิก P4 และได้ชักชวนประเทศที่สนใจเข้าร่วมอีก 3 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย เปรู และเวียดนาม เข้าร่วมเจรจาตามลำดับ และในปี 2553 มาเลเซียได้ตัดสินใจเข้าร่วม โดยประเทศสมาชิกทั้ง 9 ประเทศ ลงความเห็นให้เปลี่ยนจากการขยายขอบเขตของ TPSEP เป็นการจัดทำความตกลงใหม่ที่ใช้ชื่อว่า “Trans-Pacific Partnership (TPP)”และได้เริ่มต้นเจรจาอย่างเป็นทางการครั้งที่ 1 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553

    2.3 เนื่องจากความตกลง P4 ซึ่งเป็นรากฐานของความตกลง TPP เป็นความตกลงที่มีมาตรฐานสูงเกินกว่าระดับการเปิดเสรีภายใต้ FTA ของไทยทุกฉบับในขณะนั้น รวมทั้งกรอบอาเซียน จึงทำให้ไทยไม่ได้เข้าร่วมเจรจาความ   ตกลง TPP ตั้งแต่เริ่มแรก      

 

3. ถ้าไทยไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิกความตกลง TPP จะมีผลกระทบอย่างไร

 

    3.1 ผลการศึกษาเบื้องต้นของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เห็นว่า หากไทยไม่   เข้าร่วมเป็นสมาชิกความตกลง TPPจะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) หดตัวร้อยละ - 0.06 มูลค่าการส่งออกสินค้ารวมหดตัวร้อยละ -0.18 และมูลค่าการนำเข้าสินค้ารวมหดตัวร้อยละ - 0.44 และจะส่งผลกระทบต่อ   การส่งออกรายกลุ่มตลาด โดยไทยอาจจะสูญเสียมูลค่าการส่งออกที่ไปประเทศกลุ่มสมาชิก TPP ร้อยละ - 2.6       มากที่สุด คือ ตลาดออสเตรเลีย มาเลเซีย และญี่ปุ่น สำหรับกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนและอาหาร

 

    3.2 ผลการศึกษา Global Economic Prospect ปี 2016 ของ World Bank ระบุว่าประเทศที่ได้รับผลกระทบในทางลบมากที่สุด ได้แก่ ไทย ซึ่งคาดว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจะปรับลดลงร้อยละ 0.9 นอกจากนี้ อุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยมีโอกาสที่จะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศคู่แข่งอย่างมาเลเซียและเวียดนาม ที่มีความน่าดึงดูดในด้านการค้าและการลงทุนเพิ่มขึ้นจากสิทธิประโยชน์จาก TPP

 

4. ถ้าไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกความตกลง TPP จะมีผลดี ผลเสียอย่างไร

 

    4.1ไทยเคยประกาศเจตนารมณ์ที่จะเข้าร่วมความตกลง TPP เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2555 ในโอกาสที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ (นายบารัค โอบามา) เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้ติดตามความคืบหน้าของการเจรจา TPP และการดำเนินกระบวนการภายในของแต่ละประเทศสมาชิกอย่างใกล้ชิด

    4.2 ผลการศึกษาของสถาบันจัดการปัญญาภิวัฒน์ และสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาในเบื้องต้น      

          ผลดี

  1. ยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าและบริการของประเทศให้สูงขึ้น เพราะมีมาตรฐานสูง ครอบคลุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม และแรงงาน ซึ่งมีความสำคัญต่อการยกระดับการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน

  2. ส่งเสริมภาคการผลิตที่สำคัญของไทย ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และสิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม ให้สามารถอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของโลก และส่งเสริมอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่รัฐบาลต้องการสนับสนุนให้อยู่ในห่วงโซ่อุปทานได้อีกด้วย

  3. ผลักดันให้ภาคการผลิตและบริการของไทยเร่งพัฒนาเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขัน

  4. ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสไปลงทุน และแสวงหาวัตถุดิบในต่างประเทศได้มากขึ้น

  5. การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มงวด จะเป็นการสร้างพื้นฐานสภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของไทย

             ผลกระทบ

  6. ตลาดสินค้า บริการมีการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น 

  7. การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มงวด จะส่งผลกระทบด้านสาธารณสุข และกระทบต่องบประมาณของรัฐบาลในการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์สูงขึ้น

        4.3 ผลการศึกษาเบื้องต้นของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ สรุปว่า ถ้าไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกความตกลง TPP จะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขยายตัวร้อยละ 0.93 มูลค่าการส่งออกสินค้ารวมขยายตัวร้อยละ 2.29 และมูลค่าการนำเข้าสินค้ารวมขยายตัวร้อยละ 4.71 และมูลค่าการส่งออก ไปยังตลาดในสมาชิก TPP จะขยายตัวร้อยละ 6.1 โดยตลาดที่ขยายตัวสูงสุด ได้แก่ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเวียดนาม สินค้าที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือกลุ่มยานยนต์ และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย

             นอกจากนี้ ผลการศึกษายังระบุประเทศที่จะได้ประโยชน์สูงสุดจากความตกลง TPP ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย และญี่ปุ่น โดยหากไทยเข้าร่วม TPP ไทยจะได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากที่สุดรองจากเวียดนาม

 

5. ทำไมไทยไม่เข้า RCEP  แทน

 

    5.1 ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ หรือ Regional Comprehensive Economic Partnership (RCEP)ครอบคลุมการค้าโลกประมาณร้อยละ 28.9 ด้วยจำนวนประชากรกว่า 3,518 ล้านคน (ร้อยละ 48 ของประชากรโลก) มีมูลค่า GDP รวม ประมาณ 23 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นร้อยละ 28 ของ GDP โลก        ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาโดยประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ รวมทั้งไทย กับประเทศคู่เจรจา ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย โดยตั้งเป้าหมายว่า RCEP จะเป็นความตกลงที่มีมาตรฐานและเข้มข้นกว่าความตกลงการค้าเสรีที่อาเซียนได้ทำไว้เดิมกับคู่เจรจา

    5.2 สำหรับความตกลง RCEP ไทยมีมูลค่าการค้ากับประเทศสมาชิก RCEP ในปี 2558 รวม 2.45 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ (ร้อยละ 58.7 ของการค้าทั้งหมดของไทย)เป็นมูลค่าการส่งออกจำนวน 1.19 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ (ร้อยละ 55.7 ของการส่งออกทั้งหมดของไทย)ขณะเดียวกัน มีมูลค่าการนำเข้า จำนวน 1.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ (ร้อยละ 61.8 ของการนำเข้าทั้งหมดของไทย)

    5.3 ปัจจุบัน ประเทศสมาชิกความตกลง RCEPที่เป็นสมาชิกความตกลง TPP เช่นเดียวกันมีจำนวน 7 ประเทศ จากทั้งหมด 16 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม จึงทำให้มาตรฐานของความตกลง TPP ย่อมมีนัยยะต่อความตกลง RCEP เช่นกัน นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าจำนวนประชากรของ RCEP จะมากกว่า TPP 4 เท่า แต่หากมีการเปรียบเทียบในเชิงของมูลค่า GDP ของกลุ่มประเทศสมาชิก TPP(28.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ) จะมีมูลค่ามากกว่า RCEP(23 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ) และ TPP เป็นความตกลงที่ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานของสมาชิกทั้งในแง่ของการค้าและการลงทุน นอกจากนี้ ยังมีสมาชิก TPPจำนวน3 ประเทศ ที่ไทยไม่เคยจัดทำความตกลง FTAได้แก่ สหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก ดังนั้น การเข้าร่วมความตกลง TPPนอกเหนือจากการเป็นสมาชิก RCEP ในปัจจุบัน จึงเป็นการรักษาความสามารถทางการแข่งขันของไทยในระบบห่วงโซ่อุปทานโลก ดึงดูดการลงทุนให้เพิ่มขึ้น และขยายโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศของไทย รวมทั้งเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ขับเคลื่อนให้ไทยพัฒนาประเทศให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของการค้าในยุคปัจจุบัน

     

6. กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการเรื่อง TPPอย่างไรบ้าง

 

    6.1 การศึกษาความตกลง TPP: กระทรวงพาณิชย์โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้ดำเนินโครงการจัดจ้างที่ปรึกษาศึกษาการจัดทำความตกลง TPP (สถาบันปัญญาภิวัฒน์และสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา) เพื่อศึกษากลยุทธ์การเจรจาทั้งสินค้าและบริการ ผลกระทบและการเตรียมความพร้อมของไทย โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการปรับแก้ร่างรายงานฉบับสมบูรณ์ นอกจากนี้ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการวิเคราะห์ผลกระทบของความตกลง TPP ต่อการค้าระหว่างประเทศและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของไทย

    6.2 การรับฟังความคิดเห็นจากผู้ส่วนได้ส่วนเสีย:กระทรวงพาณิชย์โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้เปิดเวทีให้ภาคส่วนต่างๆ ได้แก่ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาคธุรกิจ ภาคเกษตร รวมถึงหน่วยงานภาครัฐให้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น เนื่องจากกระทรวงฯ คำนึงถึงความสำคัญของกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่เน้นความโปร่งใสและทั่วถึง ซึ่งส่วนใหญ่มีความเห็นให้ภาครัฐต้องศึกษาผลกระทบทั้งด้านดีและเสียของความตกลง TPP ต่อไทยอย่างรอบคอบที่สุด โดยผลการรับฟังความเห็นในระหว่างเดือนตุลาคม 2558 – กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา ดังนี้

(1) ภาคประชาสังคมและวิชาการ ให้ภาครัฐศึกษาผลกระทบ/ประโยชน์หากจะเข้าร่วมความตกลงฯ     อย่างรอบคอบ และรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างทั่วถึง

(2) ภาคธุรกิจ ส่วนใหญ่มีท่าทีสนับสนุนให้เข้าร่วมความตกลง TPP โดยขอให้ภาครัฐศึกษา วิเคราะห์ประโยชน์ และผลกระทบให้รอบคอบ ในช่วงที่ประเทศสมาชิกความตกลงเดิมดำเนินกระบวนการภายใน เพื่อให้ความตกลงมีผลบังคับใช้

(3) ภาคเกษตรส่วนใหญ่มีข้อห่วงกังวลหากไทยจะเข้าร่วมความตกลง TPP ว่าสินค้าเกษตรของไทยจะแข่งขันกับสินค้าจากประเทศสมาชิก TPP อื่นไม่ได้ เนื่องจากต้นทุนการผลิตของไทยที่สูงกว่า โดยขอให้สินค้าเกษตรเป็นสินค้าอ่อนไหวที่มีระยะเวลาในการลดภาษีนาน รวมถึงการจัดตั้งกองทุนเยียวยากลุ่มที่ได้รับผลกระทบ

(4) ภาครัฐส่วนใหญ่เสนอให้ต้องปรับแก้กฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ และสร้างกลไกบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งปรับปรุงระบบการตรวจสอบ และเพิ่มจำนวนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านให้มากขึ้น จัดตั้งกองทุนเพื่อการวิจัย และพัฒนา ตลอดจนกำหนดนโยบายหรือยุทธศาสตร์ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของประเทศไทย

 

    6.3 การลงพื้นที่รับฟังความเห็น: กระทรวงพาณิชย์โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ มีแผนลงพื้นที่รับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนในภูมิภาคต่างๆ อาทิ จังหวัดตาก (เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559) นครศรีธรรมราช      (เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2559) อุบลราชธานี ขอนแก่น จันทบุรี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี สงขลา พิษณุโลก และอยุธยา เพื่อนำผลการรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนมาศึกษาวิเคราะห์ผลดีผลเสียอย่างรอบด้าน   

6.4 การรับฟังความเห็นผ่านทางเว็ปไซต์: กระทรวงพาณิชย์โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้เปิดโอกาสให้กับประชาชน หรือผู้สนใจที่จะแสดงความคิดเห็นในแง่มุมต่างๆ ต่อความตกลง TPP สามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็ปไซต์ของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (www.dtn.go.th) เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการพิจารณาแนวทางของไทยต่อความตกลง TPP ในอนาคต  

******************************

 

 

สำนักอเมริกา แปซิฟิก และองค์การระหว่างประเทศ

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

พฤษภาคม 2559

 

 

 


จำนวนผู้เข้าชม :

1564