DTN Name

A- A A+

Th EN

  • Head A

นักลงทุนไทยในแดนมะกันมีเฮ ทรัมป์ปฏิรูปภาษีเงินได้ครั้งใหญ่

01-12-2560

7949924 3x2 940x627

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลล์ ทรัมป์ ได้เสนอร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีเงินได้ของสหรัฐฯ หรือที่เรียกว่า “Tax Cuts and Jobs Act”ซึ่งการปฏิรูปภาษีเงินได้เป็นหนึ่งนโยบายที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้สัญญาไว้กับชาวอเมริกันในสมัยที่หาเสียงเลือกตั้ง โดยปัจจุบัน ร่างกฎหมายดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ (ส.ส.) ที่มีพรรครีพับบลิกันของประธานาธิบดีทรัมป์ครองเสียงข้างมาก เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 ด้วยคะแนนเสียง 227 ต่อ 205 และอยู่ระหว่างการพิจารณาของสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ (ส.ว.) ซึ่งคาดว่าจะมีการลงคะแนนเสียงหลังจากวันขอบคุณพระเจ้าของสหรัฐฯ (23 พฤศจิกายน 2560) ไปแล้ว

ภายใต้ร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีเงินได้มีการปรับปรุงนโยบายการจัดเก็บภาษีเงินได้ทั้งในส่วนของ ชาวอเมริกันทั่วไปและบริษัทนิติบุคคล โดยแผนการปฏิรูปภาษีสำหรับชาวอเมริกันทั่วไป อาทิ การลดจำนวนขั้นบันไดของการคำนวณภาษีเงินได้บุคลธรรมดาจาก 7 ขั้นเหลือเพียง 4 ขั้น (ร้อยละ 12/ร้อยละ 25/ร้อยละ 35/ร้อยละ 39.6) การเพิ่มปริมาณเงินที่สามารถนำมาหักส่วนลดหย่อนภาษีมาตรฐานเป็นสองเท่า และการยกเลิกสิทธิในการขอลดหย่อนภาษีส่วนที่ชาวอเมริกันจ่ายให้กับมลรัฐที่อยู่อาศัยออกจากภาษีที่ยื่นให้กับรัฐบาลกลาง อาทิ ภาษีเงินได้และภาษีการขาย (state and local income or sales taxes) เป็นต้น สำหรับบริษัทนิติบุคคล อาทิ การปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล (corporate tax) จากร้อยละ 35 เป็นร้อยละ 20 การจำกัดสัดส่วนการหักลดหย่อนภาษีจากดอกเบี้ยจ่ายที่ร้อยละ 30 ของเงินได้นิติบุคคลที่จะนำไปคำนวณภาษี การยกเลิกการหักลดหย่อนภาษีจากค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน เป็นต้น     

อย่างไรก็ดี ร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีเวอร์ชั่นที่ผ่านความเห็นชอบจาก ส.ส. สหรัฐฯ นั้น ยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์และสื่อชั้นนำของโลก เนื่องจากมีสาระสำคัญที่ดูเหมือนจะเป็นการสนับสนุนบริษัทขนาดใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจในสหรัฐฯ ให้เสียภาษีนิติบุคคลน้อยลง แต่ในขณะที่ชาวอเมริกันทั่วไปอาจต้องจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการประเมินว่า นโยบายการปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ ครั้งนี้จะก่อให้เกิดหนี้ก้อนโตแก่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ถึง 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในอีก 10 ปีข้างหน้า ถึงแม้ว่านาย Steven Mnuchin รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะออกมาโต้แย้งว่า แผนปฏิรูปภาษีนี้จะชดเชยรายได้ที่สูญเสียไปจากการปรับลดภาษีด้วยตัวของมันเอง เนื่องจากนโยบายปฏิรูปภาษีนี้มีทั้งส่วนที่ปรับลดภาษีเงินได้ และส่วนที่ยกเลิกการหักลดหย่อนภาษี

ทั้งนี้ หากมองในมุมของนักลงทุนต่างชาติ การปฏิรูประบบภาษีของสหรัฐฯ ในรอบ 30 ปี ถือเป็นการดำเนินการตามนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ต้องการดึงดูดการลงทุนภายในประเทศ และเป็นโอกาสที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับนักลงทุนต่างชาติ โดย Urban-Brookings Tax Policy Center ได้ทำการวิเคราะห์ว่า นักลงทุนต่างชาติที่ปัจจุบันถือหุ้นบริษัทสหรัฐฯ มีอยู่ประมาณร้อยละ 35 ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะได้รับผลประโยชน์ในระยะสั้นจากการปฏิรูปภาษีนี้ประมาณร้อยละ 35 หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 70 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี โดยผลประโยชน์มหาศาลนี้มาจากการปรับลด corporate taxเหลือร้อยละ 20 จากเดิมที่ร้อยละ 35 ซึ่งส่งผลให้บริษัทในสหรัฐฯ สามารถลดต้นทุนและได้กำไรเพิ่มขึ้น รวมทั้งได้กำไรจากราคาหุ้นที่ถือครองปรับตัวสูงขึ้นอีกด้วย

ในส่วนของนักธุรกิจไทยที่ปัจจุบันมีการลงทุนในสหรัฐฯ หรือมีแผนที่จะลงทุนในสหรัฐฯ การปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่นี้ถือเป็นแรงจูงใจให้เห็นโอกาสที่จะขยายการลงทุนในสหรัฐฯ ต่อไปในอนาคต โดยจากสถิติของ SelectUSA ในปี 2559 ไทยถือเป็นแชมเปี้ยนส์ประเทศที่ขยายการลงทุนสูงสุดในสหรัฐฯ ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ยสะสมร้อยละ 55.5 ต่อปีโดยนักธุรกิจไทยมีการลงทุนในสหรัฐฯ เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 5.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ก่อให้เกิดการจ้างงานในสหรัฐฯ กว่า 7-8 หมื่นตำแหน่ง ในสาขาต่างๆ  อาทิ อาหาร พลังงาน และยานยนต์และชิ้นส่วน เป็นต้น ดังนั้น นโยบายการปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ ครั้งนี้จะช่วยรักษาตำแหน่งแชมเปี้ยนส์ด้านการลงทุนของไทยในสหรัฐฯ ต่อไป

ล่าสุด มีความคืบหน้าว่า ส.ว. สหรัฐฯ มีแผนที่จะเสนอร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับของตนเอง โดยปรับปรุงร่างกฎหมายให้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการยกเลิกข้อกำหนดภายใต้กฎหมายโอบามาแคร์ที่ต้องให้ชาวอเมริกันทุกคนมีประกันสุขภาพ มิเช่นนั้นต้องจ่ายค่าปรับภาษี นอกจากนี้ ยังมีแผนกำหนดให้มาตรการปรับลดภาษีบุคคลธรรมดาจะหมดอายุในปี 2568 (ค.ศ. 2025) ในขณะที่การปรับลดภาษีนิติบุคคลเป็นมาตรการที่ถาวร

ในการนี้ หลายฝ่ายรวมทั้งไทยคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปว่าร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีเงินได้ของสหรัฐฯ จะผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ส.ว. หรือไม่ เนื่องจากหาก ส.ว. มีการปรับแก้ร่างกฎหมายฯ ที่ ส.ส. เห็นชอบแล้ว ตามกระบวนการออกกฎหมายของสหรัฐฯ ร่างกฎหมายฉบับ ส.ว. จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม ส.ส. อีกครั้งหนึ่งก่อนเสนอให้ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนาม ซึ่งจะทำให้กระบวนการล่าช้าออกไป นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงว่าที่ประชุม ส.ว. อาจมีการลงคะแนนเสียงไม่ผ่านความเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าว ถึงแม้ว่า ส.ว. จากพรรครีพับบลิกันจะครองคะแนนเสียงข้างมากก็ตาม แต่ก็เพียง 2 เสียงเท่านั้น (52 ต่อ 48) ดังนั้น หากมี ส.ว. รีพับบลิกันแค่ 2 คนที่คัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าว จะส่งผลให้ร่างกฎหมายไม่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ส.ว. ด้วยคะแนนเสียง 50 ต่อ 50   

  ---------------------------------------------

สำนักอเมริกา แปซิฟิกและองค์การระหว่างประเทศ

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

พฤศจิกายน 2560

จำนวนผู้เข้าชม :

206